บทความศิลปินร่วมสมัยดีเด่นรางวัล “ศิลปาธร” ประจำปี 2568 สาขาศิลปะการออกแบบ

สันติ ลอรัชวี

ศิลปินร่วมสมัยดีเด่นรางวัล “ศิลปาธร” ประจำปี 2568 สาขาศิลปะการออกแบบ

งานออกแบบคือกระบวนการทำความเข้าใจโลกผ่านสายตา ความคิด และประสบการณ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของป้ายบอกทาง หนังสือ หรือภาพบนหน้าจอ งานออกแบบล้วนสะท้อนวิธีที่เราเลือกจัดระเบียบความหมายและสื่อสารสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน มันเป็นทั้งภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูด และเป็นวิธีคิดที่ซ่อนอยู่ในทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การวางตัวอักษรหนึ่งตัว ไปจนถึงการกำหนดวิธีที่ผู้คนจะรับรู้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

บทความนี้จึงชวนผู้อ่านสำรวจเส้นทางของนักออกแบบร่วมสมัยคนหนึ่ง ผู้ซึ่งก้าวผ่านจากการทำงานกราฟิกเชิงพาณิชย์ สู่วิธีคิดด้านการออกแบบที่เปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะผ่านห้องเรียน สตูดิโอออกแบบ นิทรรศการศิลปะ หรือการเดินทางพบปะผู้คนบนท้องถนน เส้นทางเหล่านี้ทำให้งานออกแบบไม่ใช่เพียงการสร้างความงาม หากเป็นการเฝ้ามองโลกอย่างใกล้ชิด ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น และเรียนรู้ความหมายของการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน สะท้อนให้เห็นพลังของงานออกแบบในฐานะกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

การตัดสินใจที่ไม่ได้เลือก

เส้นทางสายศิลปะของ สันติ ลอรัชวี มักเริ่มต้นจากสิ่งที่เขาไม่ได้เลือก หรืออาจพูดได้ว่า ชีวิตเป็นผู้เลือกให้เขาเองมากกว่า เด็กชายสันติไม่ใช่เด็กที่โดดเด่นเรื่องศิลปะ เขาวาดรูปเพราะเพื่อนวาด ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเอง “เก่ง” หรือมีพรสวรรค์ด้านใดเป็นพิเศษ นอกจากเหตุการณ์พิเศษบางอย่างที่ทำให้เขาได้รับคำชม อย่าง การทำ สคส. ปีใหม่ในคาบเรียนภาษาไทยจนได้รับคำชมจากอาจารย์ และการส่งผลงานเข้าประกวดร่วมประกวดออกแบบโลโก้ สันติก็ไม่ใช่คนที่ทุ่มเทกับการเรียนเท่าไรนัก ความสนุกในชีวิตวัยเรียนของเขามีที่มาจากการจับกลุ่มวาดรูป เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมไปพร้อมเพื่อนเสียมากกว่า

เมื่อต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย สันติจึงตั้งเป้าเพียงอย่างเดียวคือ “ขอแค่สอบติดที่ไหนสักแห่ง” เพื่อให้พ่อแม่ได้พูดกับญาติได้เต็มปากว่า “ลูกสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว” เขาคิดอย่างเป็นระบบ เปรียบเทียบข้อสอบเก่า คำนวณคะแนนวิชาที่ตัวเองพอทำได้ แล้วเลือกคณะที่มีโอกาสติดสูงสุด นี่คือสิ่งที่เขาตระหนักในภายหลังว่ามันคือการดีไซน์ครั้งแรกในชีวิตของเขาเอง และผลลัพธ์ก็พาเขาเดินทางไกลถึงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ชีวิตนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งที่ปัตตานีแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียน เขาใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นอย่างเต็มที่ สังสรรค์กับเพื่อน เที่ยวเมืองชายแดน อ่านนิยายกำลังภายในในห้องสมุด ผ่านไปเกือบปี เขาจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าชีวิตกำลังจะไปทางไหน เมื่อเห็นว่า ณ จุดที่ยืนอยู่นี้ “ไม่ใช่เส้นทาง” เขาจึงตัดสินใจกลับมากรุงเทพฯ  ลองสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ทว่าด้วยความบังเอิญเล็ก ๆ ระหว่างลงทะเบียน เขาเงยหน้าถามอาจารย์ว่า “คณะศิลปกรรมฯ นิเทศศิลป์คืออะไรครับ” คำตอบสั้น ๆ ในวันนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของสันติ เขาประสบความสำเร็จในการสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในที่สุด

แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมากนัก โดยเฉพาะการวาดรูป แต่เมื่อได้เรียนไปสักระยะหนึ่ง เขากลับค้นพบว่าโลกของการออกแบบกราฟิกตอบสนองวิธีคิดของเขาอย่างน่าประหลาด เป็นงานที่ไม่ต้องอาศัยพรสวรรค์ด้านทักษะมากเท่าความคิดและการวางแผน สิ่งที่เขาไม่เคยตั้งใจเลือก กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดี สันติจึงค่อย ๆ หลงรักงานออกแบบโดยไม่รู้ตัว

เริ่มต้นเส้นทางนักออกแบบกราฟิก

เส้นทางนักออกแบบกราฟิกของสันติเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เป็นพิธี ไม่ได้มาจากความมั่นใจในฝีมือ แต่จากความบังเอิญของโอกาสที่เข้ามาในช่วงปลายชีวิตมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษาชวนเขาและเพื่อน ๆ ไปทำงานกับบริษัทที่กำลังจะสร้างอาคารสำนักงานใหม่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นครั้งแรกที่สันติได้สัมผัสงานออกแบบในระดับภาพใหญ่ ตั้งแต่งานออกแบบโลโก้ อัตลักษณ์องค์กร สื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนถึงป้ายสัญลักษณ์ทั้งอาคาร ประสบการณ์ครั้งนั้นเปิดโลกเขาให้เห็นว่า งานกราฟิกไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนกระดาษ แต่สามารถครอบคลุมพื้นที่และระบบการรับรู้ทั้งหมดของผู้คน

หลังจากเรียนจบ สันติเริ่มทำงานในบริษัทออกแบบอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่ความอยากทดลองจะผลักดันให้เขาออกมาก่อตั้งสตูดิโอออกแบบกับเพื่อน ความฝันของการเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่เต็มไปด้วยพลัง แต่ความจริงกลับต้องเผชิญกับการดิ้นรนรายวัน กลางวันออกไปวิ่งหาลูกค้า เปิดแฟ้มผลงาน เสนอไอเดียแทบทุกครั้งที่มีโอกาส กลางคืนกลับมานั่งทำงานแข่งกับเวลา รายรับไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินไปทุกเดือนอย่างไม่ปรานี ความเหนื่อยล้าและความเป็นจริงของโลกการทำงานจึงค่อย ๆ กัดกร่อนความมั่นใจของพวกเขาไปเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุด สตูดิโอของเพื่อนกลุ่มนั้นต้องปิดตัวลง แต่สันติยังคงไม่ทิ้งงานออกแบบ เขาหันมารับงานฟรีแลนซ์แบบลุยเดี่ยว ส่วนใหญ่เป็นงานจัดหน้าหรือทำแฮนด์บิลภาพยนตร์  (handbill) ซึ่งเป็นงานที่ทำง่าย รายได้ดี และจบงานได้รวดเร็ว ทว่าความซ้ำซากและการใช้แรงมากกว่าการใช้ความคิด ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ความหมายของการออกแบบที่เขาตามหา 

อาจารย์สอนออกแบบ

หลังจากทำงานฟรีแลนซ์อยู่พักใหญ่ สันติเริ่มรู้สึกว่าชีวิตประจำวันของเขากำลังจมอยู่กับความว่างเปล่า แม้จะมีงานเข้ามาให้ทำไม่ขาด แต่กลับไม่มีความหมายให้ยึดเหนี่ยว วันหนึ่งเขาตระหนักว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอยู่กับคอมพิวเตอร์ เล่นเกม ตื่นสาย ทำงานซ้ำ ๆ จนแทบแยกเวลากลางวันออกจากกลางคืนไม่ได้ กระทั่งร่างกายส่งสัญญาณเตือนร้ายแรงที่สุด เขาป่วยเป็นไข้เลือดออก ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน เป็นเวลาให้เขาได้คิดทบทวนชีวิตอย่างจริงจัง เมื่อได้ออกมา เขาจึงรู้ทันทีว่าต้อง “ลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง”

ไม่นานหลังจากนั้น โอกาสก็มาถึงโดยไม่คาดคิด เมื่ออาจารย์สมัยมหาวิทยาลัยชวนให้เขากลับไปช่วยสอนนักศึกษาที่คณะ เขาตอบรับคำชวนในทันที แม้จะรู้ว่าตัวเองยังไม่มั่นใจในความรู้ที่มีมากนักก็ตาม สันติจึงเริ่มต้นบทบาทใหม่ด้วยความพยายามมากเป็นพิเศษ เขาอ่านตำราออกแบบภาษาอังกฤษทั้งเล่มแบบแปลทีละบรรทัด ทำสรุปเองใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะนำความรู้ไปสอนนักศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ในเวลาต่อมา การสอนก็ได้ทำให้เขาเข้าใจทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังงานที่เคยทำแบบ “สัญชาตญาณ” และช่วยจัดระเบียบความคิดของตัวเองไปพร้อมกัน

ในช่วงนั้นเขาเคยมีความคิดอยากไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ สันติยื่นสมัครหลักสูตร Design Study ที่วิทยาลัย Central Saint Martins กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และได้รับการตอบรับ แต่กลับติดที่ทุนการศึกษาจากคณะไม่ผ่านติดต่อกันหลายปี ช่วงเวลาแห่งการรอคอยทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาจึงหันมาอ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่ควรอ่านสำหรับนักออกแบบ พร้อม ๆ กับศึกษาหาความรู้จากบุคคลรอบตัว และค่อย ๆ พัฒนาตัวเองผ่านประสบการณ์ตรงแทน

บทบาทอาจารย์และนักออกแบบจึงดำเนินคู่กันไป งานสอนเติมความหมายให้ชีวิต ในขณะที่งานออกแบบยังเป็นสนามทดลองทักษะและความคิด ความสมดุลเช่นนี้เองที่ค่อย ๆ หล่อหลอมแนวทางอาชีพของเขาในระยะยาว

แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ: ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย 

เมื่อประสบการณ์สอนและการทำงานออกแบบเริ่มลงตัว สันติตัดสินใจกลับมาสร้าง “บ้านหลังใหม่” ให้กับการทำงานสร้างสรรค์ของตัวเองอีกครั้ง ในปี 2547 เขากับกนกนุช ศิลปวิศวกุล ร่วมกันเปิดสตูดิโอออกแบบชื่อ “แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ” (Practical Design Studio) ด้วยความตั้งใจว่า อยากทำงานออกแบบที่เป็นไปได้จริงในตลาด แต่ยังคงความหมายและความลุ่มลึกไว้ครบถ้วน ที่นี่ไม่ใช่เพียงพื้นที่รับงาน แต่เป็นพื้นที่ทดลอง ตั้งคำถาม และสร้างวัฒนธรรมของงานกราฟิกดีไซน์ขึ้นมาใหม่ในแบบของพวกเขาเอง

Practical เติบโตจากงานเล็ก ๆ ออกแบบโลโก้ หนังสือ สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ ไปสู่งานระดับองค์กร สร้างผลงานออกแบบอัตลักษณ์ทั้งในภาคธุรกิจ ร้านอาหาร ไปจนถึงบริษัทระดับประเทศ จนกระทั่งสันติก็ได้พบพันธมิตรสำคัญอย่างศูนย์การค้า บริษัทกระดาษ โรงพิมพ์ หอศิลปฯ และภาคเอกชนอื่นๆ ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสและพื้นที่ที่เขาและทีมใช้ทดลองแนวคิดด้านงานดีไซน์และนิทรรศการหลายครั้งในเวลาต่อมา

หมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2552 เมื่อ Practical เป็นผู้ริเริ่มแคมเปญและนิทรรศการ ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I Am a Thai Graphic Designer) จากกิจกรรมเล็ก ๆ ในสตูดิโอที่ทุกคนถ่ายรูปชูป้ายคำประกาศตัวตน กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศ ผู้คนที่ทำงานออกแบบจำนวนมากต่างส่งผลงานเข้ามามากกว่าพันภายในเวลาไม่นาน นิทรรศการแสดงผลงานเหล่านี้ได้ถูกจัดขึ้นที่สยามดิสคัฟเวอรี และกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่อาชีพ “นักออกแบบกราฟิก” ถูกนำเสนอในฐานะพลังสร้างสรรค์สำคัญของสังคมไม่ต่างจากอาชีพอื่น ๆ

ปัจจุบัน Practical พัฒนาไปอีกขั้นในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้ ผ่าน Practical school of design (PS±D) สถาบันสอนการออกแบบที่สันติและทีมตั้งขึ้นเพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมการออกแบบให้คนทั่วไปได้สามารถเข้าถึงหรือเรียนรู้กับมันได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎี ปรัชญา และทักษะการคิดเชิงระบบ ซึ่งสันติเชื่อว่าเป็น “หัวใจของการออกแบบ” ที่จะทำให้งานสร้างสรรค์มีความหมายและยั่งยืนจากภายใน มากกว่ารูปแบบที่ดูสวยงามจากภายนอก

ปลายปากกาและหน้าปกหนังสือ

แม้งานกราฟิกดีไซน์จะเป็นพื้นที่หลักของสันติ แต่ “งานเขียน” ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่คู่ขนานมาตลอด เขาเริ่มต้นจากการเขียนบทความสั้น ๆ ลงนิตยสารรายสัปดาห์ a day weekly ในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน แม้จะเป็นผลงานที่เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ดีนัก แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เขากล้าพูด กล้าคิด และกล้าเรียบเรียงประสบการณ์ออกมาเป็นตัวอักษร งานเขียนจึงกลายเป็นพื้นที่ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ และเป็นวิธีทำความเข้าใจโลกของการออกแบบในอีกมิติหนึ่ง

เมื่อสั่งสมบทความและแนวคิดมากขึ้น เขาจึงรวมงานเขียนชุดแรกเป็นหนังสือชื่อ สันติวิธีที่ 1 (2558) ที่เล่าถึงประสบการณ์ทำงาน ความเชื่อ และวิธีคิดแบบสันติ ด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมาและแฝงความอ่อนโยน หนังสือเล่มนี้ทำให้ชื่อของเขาก้าวข้ามจากวงการนักออกแบบ ไปสู่ผู้อ่านทั่วไปที่สนใจความคิดเรื่องงานสร้างสรรค์

ในขณะเดียวกัน เส้นทางงานออกแบบหนังสือของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในผลงานที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือ ปกหนังสือ สิทธารถะ ซึ่งเขาทำร่วมกับภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สันติใช้กระดาษแผ่นใหญ่ขนาดเท่าสตูดิโอ ขยำให้ยับแล้วถ่ายภาพจากด้านบนลงมาให้ดูเหมือนสายน้ำ กลายเป็นภาพหน้าปกที่เรียบง่ายทว่ามีพลังสะท้อนเนื้อหาในเรื่องอย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้ถูกจำหน่ายหมดภายในสิบสองชั่วโมง นับได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ตั้งแต่เป็นต้นมา สันติได้มีโอกาสร่วมงานกับภิญโญอย่างต่อเนื่อง โดยรับหน้าที่ออกแบบปกหนังสือหลายเล่มในชุด Wisdom Series ซึ่งแต่ละเล่มล้วนมีเอกลักษณ์ชัดเจน เรียบ สงบ ลึก และสื่อสารสาระของหนังสือได้อย่างงดงาม ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างอัตลักษณ์ให้ผู้เขียน แต่ยังทำให้ชื่อของสันติเป็นที่รู้จักฐานะในผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการออกแบบหนังสือร่วมสมัยไทย

ศิลปิน / นักออกแบบ

เส้นทางของสันติ ลอรัชวีในโลกศิลปะไม่เคยเป็นเส้นตรง หากแต่ค่อย ๆ ขยายตัวจากงานออกแบบเชิงพาณิชย์สู่งานศิลปะทดลองที่ใช้ “ผู้คน” และ “ชีวิตประจำวัน” เป็นวัตถุดิบสำคัญ ที่ผ่านมาเขามักออกแบบสูจิบัตรนิทรรศการให้ศิลปินอยู่บ้าง จนคุ้นเคยกับโลกศิลปะ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะก้าวไปสู่การแสดงงานในฐานะ “ศิลปิน” อย่างจริงจัง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพเชิญเขาไปจัดนิทรรศการเดี่ยวเป็นครั้งแรกในชื่อ Yes I Am Not งานขนาดใหญ่ที่ผลักให้สันติกลับมามองตัวเองอย่างจริงจังว่า ในฐานะนักออกแบบ เขามี “สิ่งที่จะพูด” กับผู้ชมผ่านงานศิลปะหรือไม่ เขาจึงสำรวจความอึดอัดที่มีต่อสื่อ การไม่แน่ใจต่อความจริง และภาวะระหว่าง “ความใช่หรือไม่ใช่” ในสังคม ผ่านการใช้หนังสือพิมพ์น้ำหนักกว่าสามพันกิโลกรัม มากดทับเป็นก้อนมหึมา สกัดตัวอักษรออกจากข่าวจริง แล้วจัดวางให้กลายเป็นข้อความใหม่ ผลงานชุดนี้คือประตูบานแรกที่ทำให้เขามองเห็นว่าภาษาของกราฟิกดีไซน์สามารถถูกแปรรูปเป็นภาษาศิลปะได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากเหง้าของตัวเอง

ในเวลาต่อมา เจ้าของแกลเลอรีจากสิงคโปร์ที่สนใจงานของเขาอย่างจริงจังได้ติดต่อให้เขาลองส่งผลงานไปขายที่สิงคโปร์ เขาจึงเริ่มผลิตงานกราฟิกเชิงทดลองส่งไปขาย และด้วยความแปลกใหม่ของวิธีคิด ใช้เทคนิคการสกรีน วัสดุธรรมดา และตรรกะเชิงคอมโพสิชันมาสร้างความหมาย ผลงานของเขาขายได้ดีเป็นพิเศษ จนได้รับเชิญให้จัดนิทรรศการเดี่ยวในต่างประเทศครั้งแรก I AM NOT ME. THIS MAP IS NOT MINE (2554) โดยงานชุดนี้เขาใช้ “แผนที่” เป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ ความกำกวม และตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ สันตินำแผนที่โลกมาจัดระเบียบใหม่ตามความคิด ตั้งคำถามว่าผลึกความหมายในหัวเราอาจไม่ตรงกับของโลกจริง ๆ เลยก็ได้

การเดินทางบนเส้นทางศิลปะเช่นนี้ทำให้เขาถูกเชิญไปแสดงงานเรื่อย ๆ และพัฒนาภาษาทางศิลปะของตนไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ Yes I Am Not ที่ถูกพัฒนาไปอีกหลายต่อหลายครั้ง นิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2557) นิทรรศการ ฝันไม่หวาน (2557) ไปจนถึงนิทรรศการเดี่ยว MemOyoU (2564) ที่ขยายคำถามจากระดับสังคมมาสู่ระดับความทรงจำ การเมืองของการเล่าเรื่อง และอัตลักษณ์ร่วม งานชุดนี้สะท้อนว่าสันติไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่งานกราฟิกอีกต่อไป แต่กำลังทดลองใช้ศิลปะเป็นพื้นที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นจากการเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมวิจัยและแสดงผลงานในนิทรรศการ Graphic Trial เมื่อเขาได้เห็นวิธีเซ็นชื่อของนักออกแบบระดับตำนานอย่างอากิระ อุโนะ (Akira Uno) ที่เซ็นตามบุคลิกและรูปลักษณ์ของแต่ละบุคล ไม่ใช่เซ็นแบบเดิมให้ทุกคน ภาพนั้นกระทบใจสันติอย่างแรง เขาตระหนักว่าการออกแบบสามารถเป็น “ประสบการณ์เฉพาะบุคคล” ที่สร้างขึ้นตรงหน้าได้ นั่นทำให้เขาเริ่มทดลองงานรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนโดยตรง

ครั้งแรกที่เขานำแนวคิดนี้ไปทดลองใช้จริงคือที่ Fikra Graphic Design Biennial 01 (2561) เมืองชาร์จาห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เขาเริ่มเดินท่องไปในเมือง พูดคุยกับคนแปลกหน้า และวาดใบหน้าของพวกเขาผ่านพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ของชื่อแต่ละคน กลายเป็นภาพวาดที่เป็นทั้งลายเซ็นและใบหน้าในเวลาเดียวกัน ผลงานชุดนี้รวมทั้งการเดิน การสนทนา การสังเกต และการสร้างสรรค์ เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เพิ่งพบกัน

สันตินำวิธีการนี้มาพัฒนาต่อในนิทรรศการ Paradise Lost (2564) ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สันติเดินจากบ้านจนถึงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในวันเดียว เพื่อพบปะใครก็ตามที่ทำงานบนถนนในช่วงโควิด แล้ววาดพวกเขาเป็นลายเส้นและลายชื่อแบบเดียวกัน นำมาประกอบเข้าด้วยกันกลายเป็นแผนที่ความสัมพันธ์ของผู้คนในเมืองในชื่อผลงาน กรุงเทพฯ ยินดีที่ได้รู้จัก ต่อเนื่องด้วยการเดินสำรวจอีกสองครั้งที่จังหวัดปัตตานี ส่วนหนึ่งของโครงการ Pattani Decode (2565, 2567) และล่าสุดใน Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่เขาใช้การเดินทางและการพบปะผู้คนเป็นวิธีการสํารวจเมือง วิถีชีวิตของผู้คน สถานที่ บรรยากาศ และความเป็นไปของเมืองท่องเที่ยวที่ซ่อนความเชื่อมโยงของผู้คนหลากหลายกลุ่มเอาไว้ นำเสนอผ่านผลงานชุด ภูเก็ต ยินดีที่ได้รู้จัก (2568) ประกอบไปด้วยนามบัตรปั๊มนูนเป็นภาพใบหน้าบุคคล บทสนทนา ฟุตเทจลองเทค และประติมากรรมดินเผาที่เรียงกันเป็นแผนที่แสดงเส้นทางจากจีพีเอส

สำหรับสันติ ความเป็น “ศิลปิน” หรือ “นักออกแบบกราฟิก” ไม่ได้แยกจากกันชัดเจนอีกต่อไป เขามองว่าทั้งสองบทบาทล้วนต้องอาศัยการออกแบบ การวางแผน การเลือกวิธีการ และการจัดวางประสบการณ์ ไม่ต่างกัน ในขณะเดียวกันงานศิลปะก็มีส่วนของความรู้สึก การบันทึก และความสัมพันธ์ที่เกินกว่าขอบเขตของงานออกแบบแบบดั้งเดิม 

สันติจึงไม่จำเป็นต้องนิยามตัวเองเพื่อจำกัดแนวทางอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเขาเป็นศิลปินหรือนักออกแบบกราฟิก แต่คือการใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อเชื่อมโยงกับผู้คน บันทึกความเป็นไปในสังคม และสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าในแบบของตัวเอง

สันติวิธีออกแบบ

ในวันนี้ สันติ ลอรัชวี เดินมาถึงจังหวะที่สามารถเลือกวิธีทำงานได้ตามความหมายที่เขาต้องการจริง ๆ เขาไม่จำเป็นต้องสอนหนังสือเต็มเวลาอีกต่อไป ไม่ต้องบริหารสตูดิโอขนาดใหญ่ หรือรับงานมากมายเพื่อหล่อเลี้ยงทีมเหมือนในอดีต ปัจจุบันเขาเลือกทำงานในสตูดิโอเล็ก ๆ ของตัวเองกับสุนัขคู่ใจ เป็นรูปแบบที่คล้าย “one man studio” ที่หยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตมากที่สุด

หลักการทำงานของเขาถูกเรียกกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงว่า “สันติวิธี” ซึ่งหมายถึงการออกแบบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสบายใจของทุกฝ่าย ทั้งลูกค้าและตัวนักออกแบบ รวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้อง เขาเชื่อว่าผลงานที่ดีไม่ได้เกิดจากความกดดันหรือความพยายามเอาชนะกัน หากเกิดจากความไว้ใจ การเปิดพื้นที่ให้คุยกันได้อย่างตรงไปตรงมา และการออกแบบที่ตอบโจทย์โดยไม่บิดเบือนตัวตนของใคร การออกแบบในแบบของสันติจึงไม่เน้นความอลังการ แต่เน้น “ความพอดี” ความคมชัดของแนวคิด และความซื่อสัตย์ต่อเนื้อหาที่ต้องการสื่อ

แม้จะทำงานยังคงรับงานออกแบบอัตลักษณ์องค์กรให้ลูกค้าอยู่เป็นระยะ แต่ปัจจุบันสิ่งที่สันติหลงใหลและให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การสร้างงานศิลปะที่พาเขาออกไปพบผู้คนจริง ๆ การเดิน พูดคุย วาดภาพจากชื่อคน และบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปที่ทำให้งานออกแบบเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เขาเชื่อว่าแนวทางเช่นนี้สามารถทำให้ทั้งงานศิลปะและงานออกแบบกลับมามีความหมายและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

“สันติวิธี” จึงไม่ใช่เพียงเทคนิคการทำงาน แต่เป็นท่าทีต่อโลก จากมุมมองที่ผสมผสานการคิดแบบนักออกแบบกับความเปิดกว้างแบบศิลปิน เพื่อสร้างงานที่ตรงไปตรงมา อ่อนโยน และเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง.


องค์ความรู้ศิลปินศิลปาธร 2568


สันติ ลอรัชวี
สาขาศิลปะการออกแบบ


จากเด็กหนุ่มที่ไม่ได้สนใจศิลปะมากนัก ก่อนค้นพบโลกของงานออกแบบกราฟิกระหว่างการเรียนมหาวิทยาลัย เส้นทางนักออกแบบกราฟิกของ สันติ ลอรัชวี เต็มไปด้วยการทดลอง ตั้งแต่การทำงานในบริษัท ออกมาเปิดสตูดิโอ ทำงานฟรีแลนซ์ ไปจนถึงบทบาทอาจารย์ที่ทำให้เขาได้จัดระบบความคิดและทฤษฎีด้านการออกแบบอย่างจริงจัง งานของสันติสะท้อนความเชื่อว่า “การออกแบบคือวิธีคิด” ไม่ใช่เพียงรูปแบบที่สวยงาม แต่เขาให้ความสำคัญกับข้อมูล ความชัดเจน และความซื่อสัตย์ต่อเนื้อหา นำมาสู่ผลงานออกแบบอัตลักษณ์องค์กร สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือ และปกหนังสือที่มีเอกลักษณ์ ต่อมาสันติขยายพรมแดนสู่งานศิลปะเชิงทดลอง ผ่านการเดิน พูดคุย และวาดใบหน้าของผู้คนด้วยตัวอักษร เป็นการสร้างผลงานที่ผสานทั้งชีวิตและงานออกแบบเข้าด้วยกัน เพื่อทำความเข้าใจและเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมรอบตัว 

แนวทางการทำงานของเขา หรือที่เรียกกันว่า “สันติวิธี” ตั้งอยู่บนความสบายใจ ความซื่อตรง และความเข้าใจร่วมกันระหว่างลูกค้าและนักออกแบบ พร้อมกับความเชื่อที่ว่าการพบปะผู้คนคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ สันติจึงทำงานออกแบบควบคู่กับงานศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือสำรวจโลกอย่างเรียบง่าย ลุ่มลึก และจริงใจ

ในมุมมองของสันติ การสนับสนุนวงการออกแบบโดยภาครัฐไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทุ่มงบประมาณจำนวนมาก หากเป็นเรื่องของการสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ผลงานออกแบบมีคุณค่าในสายตาสังคมอย่างแท้จริง เขาเห็นมาตลอดเส้นทางอาชีพว่า สาเหตุสำคัญที่งานออกแบบไทยยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของนักออกแบบ แต่อยู่ที่มุมมองการรับรู้ของสังคม โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ควรตระหนักว่างานออกแบบคือโครงสร้างพื้นฐานด้านความคิดและวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงงานตกแต่งให้สวยงามเฉพาะสถานการณ์

สันติมองว่าบทบาทแรกที่ภาครัฐควรทำคือ การหันมาใช้กระบวนการออกแบบในการขับเคลื่อนนโยบายและระบบปฏิบัติการ ทำความเข้าใจและแสดงให้เห็นเป็นต้นแบบว่ารัฐนั้นให้ความสำคัญต่องานออกแบบผ่านโครงการต่างๆ ที่จัดและเข้าไปสนับสนุน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของงานออกแบบในวงกว้าง ให้ผู้คนเห็นว่าการออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อรับรู้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการสนับสนุนพื้นที่ที่นักออกแบบสามารถแสดงศักยภาพได้จริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ เวทีทดลอง หรือโครงการที่ช่วยเชื่อมต่อผลงานของนักออกแบบกับสาธารณะ เขาเชื่อว่าพื้นที่ที่เหมาะสมเพียงหนึ่งแห่ง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศได้ เช่นเดียวกับประสบการณ์ของเขาในโครงการ “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย” ที่เริ่มจากกิจกรรมเล็ก ๆ ก่อนขยายเป็นกระแสระดับสังคม อีกบทบาทสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาเชิงออกแบบอย่างจริงจัง สันติย้ำเสมอว่ารากฐานของวงการออกแบบไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์หรือเทคนิค แต่คือการคิดอย่างเป็นระบบ การอ่าน การวิเคราะห์ และการมองงานออกแบบในฐานะวิธีทำความเข้าใจและตอบสนองโลก ซึ่งภาครัฐสามารถส่งเสริมได้ผ่านหลักสูตรที่มีมาตรฐานและการสนับสนุนองค์ความรู้ในระยะยาว

ท้ายที่สุด สันติเชื่อว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้อง “สั่งให้เกิด” แต่ควร “สร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นได้” โดยการเปิดพื้นที่ เชื่อมเครือข่าย เสริมแรง และไม่กลายเป็นอุปสรรคเสียเอง ต่อโครงการที่ริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของสังคมนักออกแบบ เพราะเมื่อระบบเอื้ออำนวย ความคิดสร้างสรรค์ก็จะเติบโตได้โดยธรรมชาติ และยกระดับวงการออกแบบไทยให้แข็งแรงในระยะยาว.

Leave a Reply

Discover more from S A N T I

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading