#รูปและความว่าง #ขณะออกแบบ #วิถีชีวิตและการออกแบบ #เจตจำนงและอคติ #DesignPhilosophy #SANTIvitheeOKbab #ปัญญาประดิษฐ์_สติประดอย

ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบหรือวิชาชีพใดๆ เราต่างใช้ชีวิตอยู่กับความพยายามในการ “จัดการ” สิ่งต่างๆ รอบตัว ทุกครั้งที่เรามองเห็นวัตถุชิ้นหนึ่ง หรือสัมผัสกับพื้นที่ว่างในห้อง จิตของเราจะทำหน้าที่โดยอัตโนมัติในการฉายภาพความคิด ประสบการณ์ และอคติลงไปทับซ้อนสิ่งเหล่านั้น เราตัดสินว่าสิ่งนี้ “สวย” สิ่งนั้น “น่ารังเกียจ” หรือสิ่งโน้น “ไร้ค่า” จนเราเผลอลืมไปว่า คุณค่าเหล่านั้นเป็นเพียงเงาที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง การออกแบบที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของตนเอง จึงน่าจะเป็นการพยายามนำเอา “เงา” ของเราไปครอบงำความจริงของสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อให้มันตอบสนองต่อเจตจำนงและความต้องการที่เรานิยามขึ้น
ข้อสังเกตนี้ปรากฏขึ้นอย่างเบาบางและเนิบช้า… ขณะอ่านบทสนทนาธรรม “ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร” ในบทที่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ได้ชี้ทางสว่างแก่พระสารีบุตรผู้เป็นเลิศด้วยปัญญา โดยการพลิกมุมมองที่มีต่อโลกทางกายภาพและนามธรรมอย่างน่าฉงนว่า:
“รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป รูปไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากความว่าง ความว่างไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากรูป”
เมื่อคำสอนนี้ติดอยู่ในความคิดมาถึงโต๊ะทำงาน ทำให้เกิดคำถามที่ท้าทายหัวใจต่อการออกแบบว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะออกแบบโดยปล่อยให้รูปนั้น “ว่าง” จากอคติของเรา?
หาก “รูป” คือสภาวะดั้งเดิมของสรรพสิ่งก่อนที่เราจะฉายความคิดไปทับมัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นใบไม้ที่ร่วงหล่น แสงจันทร์ที่สะท้อนผิวน้ำ แม้แต่ตึกระฟ้า หรือป้ายร้านค้าที่เรียงรายข้างทาง หนทางใดเล่าที่นักออกแบบจะสามารถทำงานร่วมกับ “ความเป็นเช่นนั้น” ของสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่บิดพริ้ว? นี่อาจเป็นโจทย์ที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งในตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติของการออกแบบ คือการเข้าไป “จำแนกแจกแจง” และ “ประเมินคุณค่า” เพื่อสร้างความหมายและหน้าที่ใหม่ แต่หากลองตั้งโจทย์ทางการออกแบบด้วยคำสอนนี้มาเป็นแนวในการการออกแบบล่ะ… สมมติฐานของการออกแบบก็อาจไม่ใช่การเพิ่มสิ่งใหม่ลงไป แต่คือการ “ลดทอนหรือปลอกเปลือก” หลักการปรุงแต่งทั้งหลายในใจของเราออกไปก่อน เพื่อเผชิญหน้ากับสารและสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างซื่อตรง
ทว่าหลายครั้ง…ในความพยายามที่จะเข้าถึง “ความว่าง” เราอาจติดกับดักนี้เสมอ วินาทีที่เรานิยามว่าพื้นที่ตรงนี้คือ “ความว่าง” จะเพื่อให้เกิดความรู้สึกสงบหรือเป็นสไตล์ที่เรียบง่ายก็ตามที ความว่างนั้นก็กลับกลายเป็น “รูป” ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นเกราะกำบังอัตตาหรือเพื่อสนองความพึงพอใจส่วนตนในทันที พื้นที่ว่างที่นักออกแบบจงใจเว้นไว้อย่างประณีต จึงกลายเป็น “รูปแห่งความว่าง” ที่ถูกสมมติขึ้น เป็น ผลลัพธ์ที่ถูกสร้างโดยเจตนาแฝงของผู้สร้าง ซึ่งแตกต่างจากความว่างที่จำเป็นต้องมีในถ้วยชาหรือในใบระฆัง คำถามจึงย้อนกลับมาว่า เรากำลังใช้ความว่างเพื่อนำเสนอความว่างที่ควรว่างอยู่อย่างนั้น หรือใช้มันเพื่อสร้างภาพลวงตาชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่กันแน่?
ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะด้วยความคาดหวังและเงื่อนไขของโลกปัจจุบันที่ห้อมล้อมการออกแบบไว้เสมอ แต่หากเราจะพยายามหาแสงสว่างท่ามกลางความย้อนแย้งนี้ อาจเริ่มต้นด้วยการทดลองนิยามความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็น “เจตจำนง” (Will) กับ “อคติ” (Prejudice) แยกออกจากกัน แม้เส้นแบ่งนั้นจะพร่าเลือนและยากยิ่งในโลกปฏิบัติก็ตามที และหากเจตจำนงในการออกแบบคือการมุ่งเน้นไปที่การทำให้ความจริงปรากฏ เป็นเจตจำนงที่นอบน้อมต่อความเป็นจริงและลดละการปรุงแต่งในสิ่งที่เกินจำเป็นอันเกิดจากตัวผู้ออกแบบ (อคติ) เพื่อรักษาความซื่อตรงต่อ “ความเป็นเช่นนั้น” ของสิ่งที่เราออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร จุด เส้น รูปทง วัสดุ พื้นที่ หรือกาละเทศะ
นักคิดหลายท่านเคยจุดประกายในหลายวาระ ไม่ว่าจะเอ่ยถึงในนามของการสำรวจ ‘ความงาม’ ในฐานะเจตจำนงที่ปราศจากเป้าหมายเฉพาะเจาะจง หรือการเปลี่ยนบทบาทของการออกแบบจาก “การควบคุม” ไปสู่การ ‘ปล่อยให้เป็น’ เพื่อเปิดทางให้สิ่งต่างๆ ได้แสดงตัวตนออกมาอย่างที่มันเป็น ซึ่งในทางปฏิบัติ จะเป็นไปได้หรือไม่หากเราลองหยุด ‘สั่งการ’ สิ่งต่างๆ แต่เริ่ม ‘ฟังและตอบสนอง’ เสียงของมันแทน มันคล้ายกับการปล่อยให้ผิวสัมผัสของกระดาษได้ทำหน้าที่สื่อสารความหมายแทนการสร้างภาพทับลงไป หรือเช่นเดียวกับการเลือกเว้นที่ว่างในเลย์เอาต์ที่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามตามธรรมเนียมเท่านั้น แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้ ‘ลมหายใจ’ ของสารได้ทำงานร่วมกับผู้รับสารอย่างเสรียิ่งขึ้น
คำกล่าวที่ว่า “การออกแบบไม่ใช่สิ่งที่คุณทำออกมา แต่มันเป็นวิถีชีวิต (Design is not a thing you do, it’s the way of life)” ของ Alan Fletcher ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักว่าการออกแบบไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ทำบนโต๊ะเขียนแบบหรือในคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากคือ “วิถีชีวิต” ที่เป็นเรื่องเดียวกับการดำรงสติอยู่กับโลกอย่างที่เป็นจริง การออกแบบในฐานะวิถีชีวิตจึงเกี่ยวโยงกับการฝึกฝนที่จะเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวตามธรรมชาติกับสิ่งที่ปฏิบัติ ยังรวมถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำด้วยเช่นกัน เป็นการสลายพรมแดนระหว่างผู้สร้างและโลก จนเหลือเพียงกระบวนการที่อนุญาตให้สิ่งต่างๆ ได้แสดงตัวตนออกมา
คำถามถึง “หนทาง” ที่เราจะออกแบบ จึงมุ่งไปสู่การพิจารณาว่าการออกแบบกลายเป็นกิจกรรมทางปัญญา และงานออกแบบจะกลายเป็นพื้นที่แห่งผัสสะได้อย่างไร? เราจะสามารถนำเสนอเพียง “เหตุปัจจัย” ที่นอบน้อมพอเหมาะในการเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นได้สัมผัสกับคุณลักษณะดั้งเดิมของสิ่งต่างๆ ได้จริงๆ หรือไม่? เราจะละความพยายามที่จะ “ควบคุม” หรือ “ประทับตรา” งานออกแบบด้วยอคติ และปล่อยให้เป็นไปตามเพียงเจตจำนงได้แค่ไหน?
ความสงสัยนี้ถูกเรียบเรียงขึ้น และย่อมไม่ใช่เรื่องของการค้นหาคำตอบสุดท้ายที่ตายตัว แต่คือการเริ่มต้นและเฝ้าถามซ้ำๆ ในทุกครั้งที่ร่างความคิดหรือเริ่มจัดวางองค์ประกอบ ว่าเรากำลังสร้าง “รูป” เพื่อหน่วงเหนี่ยวบิดเบือนการรับรู้ หรือกำลังใช้ “รูป” เพื่อนำพาไปสู่ความเปิดกว้าง? เป็นความสงสัยเพื่อเฝ้าติดตามว่า หากละทิ้ง “แบบ” และ “ความคิด” ที่เคยยึดเหนี่ยวไว้ เราจะสามารถออกแบบอยู่กับสิ่งที่ “เป็นเช่นนั้น” จริงๆ ได้หรือไม่? และผลลัพธ์ของมันจะนำพาการออกแบบและชีวิตของเราไปสู่ทิศทางใด? หนทางเช่นนี้จะเป็นไปได้จริงๆ หรือไม่?
ท้ายที่สุดแล้ว… หวังว่า… การได้กลับมามองเห็น ‘รูปคือรูป’ และ ‘ความว่างคือความว่าง’ อย่างที่มันเป็นจริงๆ อาจคือเจตจำนงของความสงสัยนี้ หวังว่าการมองเห็นโลกและชีวิตโดยไม่ฉายภาพอคติทับซ้อนลงไป จะนำมาซึ่งความพอดิบพอดีที่เป็นธรรมชาติต่อการกระทำหรือการออกแบบของเรา แม้ในจุดที่เล็กที่สุดของการลงมือทำ และเมื่อเส้นเขตแดนระหว่างผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้างจางลง การออกแบบจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาหนึ่งๆ เท่านั้น แต่จะกลายเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงตัวเราให้ใกล้ชิดและสอดคล้องกับความจริงของโลก
จึงอยากคิดถึงเรื่องนี้ต่อไป…

Leave a comment