#สันติวิธีการอ่าน
are we human? เป็นหนึ่งในหนังสือด้านดีไซน์ที่ไม่จำกัดแค่นักออกแบบ แต่หากนักออกแบบได้อ่านก็น่าจะช่วยฉายภาพรอบตัวที่กำลังเผชิญได้ชัดขึ้นว่านักอกแบบอย่างเราจะมีเส้นทางต่อไปอย่างไรบ้าง…
.
notes on an archaeology of design” จึงเปรียบเสมือนแผนที่ ที่ลากโยงจากอดีตให้เราทบทวนการออกแบบของมนุษย์ในแว่นตาของนักโบราณคดี การหยิบยืมสายตาต่างศาสตร์อาจเป็นหนทางที่พึ่งพาได้อย่างมากในการส่องทางให้กัน ท่ามกลางโมงยามอันขมุกขมัวและพร่าเลือน ณ ขณะนี้
.
ข้อเขียนนี้เรียบเรียงขึ้นจากมุมมองของ Beatriz Colomina และ Mark Wigley เพื่อนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และการออกแบบ พร้อมทั้งชวนคิดถึงบทบาทที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปของนักออกแบบในอนาคต :
1
[มนุษย์กับการออกแบบ – คำถามที่ไม่มีวันสิ้นสุด]
คำถามที่ว่าเราเป็นมนุษย์หรือไม่นั้นเป็นทั้งคำถามที่เก่าแก่และเร่งด่วนที่สุด มนุษย์อาจเป็นสายพันธุ์เดียวที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตนเอง หรือแม้แต่เครื่องจักรในอนาคตก็อาจสงสัยเช่นกัน บันทึกนี้จึงไม่ใช่คู่มือการออกแบบ แต่เป็นการสำรวจความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างการออกแบบและมนุษย์ เพื่อพิจารณาว่าการออกแบบมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดความเป็นมนุษย์
2
[นิยามของมนุษย์ถูกปกคลุมไปด้วย ‘มวลเมฆ’ แห่งการออกแบบ]
หากมองจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตนอกโลก มนุษย์อาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยร่างกาย แต่ถูกนิยามด้วย “เมฆแห่งการออกแบบ” ที่ห่อหุ้มโลกไว้ ตั้งแต่เศษซากอวกาศ ดาวเทียม ไปจนถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต ใยแมงมุมแห่งการออกแบบนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและสมองของมนุษย์ไปแล้ว
3
[การขยายขอบเขต: จากห้วงอวกาศสู่ภายในร่างกาย]
การออกแบบทำให้ขอบเขตของมนุษย์แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด ยานวอยเอเจอร์ 1 เปรียบเสมือนดวงตาของเราที่เดินทางไกลออกไปในอวกาศระหว่างดวงดาววันละหนึ่งล้านไมล์ ในขณะเดียวกัน การออกแบบก็แทรกซึมลึกเข้าไปในร่างกายผ่านเทคโนโลยี เช่น ลิ้นหัวใจเทียมและสารเคมีต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มอายุขัยของมนุษย์ให้ยาวนานขึ้น
4
[ยุคสมัยแห่งการออกแบบ: เมื่อทุกสิ่งกลายเป็นสินค้าประทับแบรนด์]
ปัจจุบันคำว่า “การออกแบบ” ปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ธุรกิจ การเมือง ไปจนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว “ความคิดเชิงออกแบบ” (Design Thinking) กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น แม้แต่องค์กรหรือนักการเมืองก็นำมาใช้เพื่อสร้างแบรนด์และประเมินความเสี่ยง จนทำให้การออกแบบประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลในทุกมิติของชีวิตองค์กร
5
[ด้านมืดของการออกแบบ: ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะ ‘ดีเสมอไป]
เรามักมองว่าการออกแบบเป็นสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ แต่ในความเป็นจริง แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้ในอาวุธ การสอดแนม และการกดขี่ด้วย การออกแบบที่ดีในเชิงประสิทธิภาพอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีในเชิงจริยธรรมเสมอไป
6
[การออกแบบความเหลื่อมล้ำและความละเลยอย่างเป็นระบบ]
การออกแบบมักสร้างความเหลื่อมล้ำ โดยขยายศักยภาพของกลุ่มหนึ่งบนความสูญเสียของอีกกลุ่มหนึ่ง โลกถูกออกแบบให้มีการกระจุกตัวของความมั่งคั่งและสิทธิพิเศษ ในขณะที่ความทุกข์ยากของผู้ลี้ภัยหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมักถูกมองผ่านความ “ละเลย” ที่ถูกวางแผนไว้แล้ว โลกเฝ้าดูทุกสิ่งผ่านหน้าจอแต่กลับไม่มีการลงมือแก้ไข
7
[กับดักของ ‘การออกแบบโดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง’]
แนวคิดการออกแบบที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการที่ชัดเจนและโปร่งใส แต่ตามหลักจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ จิตใจมนุษย์มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ขัดแย้งกัน ปัจจุบัน อัลกอริทึมกลับทำหน้าที่บอกเราว่าเราต้องการอะไร ราวกับว่ามันรู้จักเราดีกว่าตัวเราเอง
8
[จากผู้แก้ปัญหา สู่ผู้ตั้งคำถาม]
แทนที่จะมองนักออกแบบเป็นเพียงผู้แก้ปัญหาหรือตอบสนองกิจวัตรประจำวัน เราควรใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการ “ตั้งคำถาม” และสร้างความลังเลที่กระตุ้นให้เกิดความคิด การออกแบบควรเป็นเสียงเรียกร้องให้เราไตร่ตรองว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังกลายเป็นอะไร
9
[สถาปัตยกรรมแห่งชีวิตและความตาย]
มนุษย์เป็นสายพันธุ์เดียวที่ออกแบบความตายผ่านพิธีกรรมและหลุมฝังศพมานานนับแสนปี ตั้งแต่การฝังศพใต้พื้นบ้านในยุคโบราณจนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนศพให้กลายเป็นปุ๋ยเห็ด ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เริ่มออกแบบ “ชีวิต” รูปแบบใหม่ผ่านพันธุกรรมและเครื่องจักรที่มีความคิดคล้ายมนุษย์
10
[เมื่อเครื่องจักรพิสูจน์ความเป็นมนุษย์: ‘ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์’]
ในยุคดิจิทัล เราต้องพิสูจน์ตัวเองกับเครื่องจักรอยู่ตลอดเวลาผ่านระบบ CAPTCHA การต้องยืนยันว่า “ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์” กลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่สะท้อนว่า เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์ที่ทำตัวเหมือนเครื่องจักร กับเครื่องจักรที่เลียนแบบมนุษย์ เริ่มเลือนลางลงทุกที
11
[มนุษย์จำลอง: พลเมืองต้นแบบในโลกของป้ายสัญลักษณ์]
เมืองต่างๆ เต็มไปด้วยภาพแทนมนุษย์แบบทั่วไปบนป้ายสัญลักษณ์หรือสัญญาณไฟจราจร เราถูกสอนให้เดินตามรูปทรงสีเขียวและเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์จำลองเหล่านี้ที่ประพฤติตัวดีและทำตามกฎระเบียบเสมอ แต่ความจริงคือ ไม่มีใครในพวกเราที่หน้าตาหรือคิดเหมือนหุ่นจำลองที่ไร้ความรู้สึกเหล่านั้นเลย
12
[เมืองดิจิทัลและเงาสะท้อนจากอัลกอริทึม]
สื่อสังคมออนไลน์คือรูปแบบใหม่ของชีวิตในเมืองที่ขยายความสามารถในการเชื่อมต่อของมนุษย์ให้ถึงขีดสุด อัลกอริทึมและโครงข่ายประสาทเทียมคอยตรวจสอบและสร้างภาพลักษณ์ของเราขึ้นมาใหม่บนหน้าจอ การออกแบบตนเองกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสิ่งที่เรานำเสนอกับสิ่งที่อัลกอริทึมสะท้อนกลับมาให้เราเห็น
13
[การออกแบบคือการค้นหาตัวตน?]
การออกแบบไม่ใช่แค่การสร้างวัตถุ แต่เป็นวิธีที่มนุษย์ใช้ตั้งคำถามและออกแบบตัวเองใหม่อย่างต่อเนื่อง หากเราต้องการเข้าใจว่ามนุษย์คืออะไร เราต้องนำการออกแบบมา “วางบนโซฟา (put design on the couch)” คือการเลิกมองว่าการออกแบบเป็นเพียงเครื่องมือตอบสนองความสะดวกสบาย แต่ให้มองมันเป็น “บันทึกทางโบราณคดีของความอยากรู้อยากเห็น” และเป็นคำสารภาพถึงความกลัว ความปรารถนา และตัวตนที่เรากำลังเป็นอยู่และกำลังจะเป็นไป
14
[นักออกแบบในอนาคต?]
— จาก “ผู้แก้ปัญหา” สู่ “ผู้ตั้งคำถาม”
แทนที่จะเพียงแค่ตอบสนองต่อกิจวัตรประจำวันหรือความต้องการของตลาด นักออกแบบในอนาคตควรใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการ “ตั้งคำถาม” และสร้างความลังเลที่กระตุ้นให้ผู้คนได้คิด นักออกแบบควรทำหน้าที่ส่งเสียงเรียกร้องให้เราไตร่ตรองว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังกลายเป็นอะไรภายใต้เทคโนโลยีและการออกแบบของเราเอง
— การก้าวข้ามขีดจำกัดของ “ผลิตภัณฑ์“
แม้ว่านักออกแบบในปัจจุบันจะประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกธุรกิจ แต่พวกเขามักถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การสร้างผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ ความท้าทายในอนาคตคือ นักออกแบบจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัวในโลกแห่งการออกแบบที่ขยายขอบเขตไปสู่ระดับอะตอมและเครือข่ายขนาดกว้างใหญ่ได้อย่างไร เพื่อที่จะมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของสังคมได้มากขึ้น
— การเผชิญหน้ากับ “กระจกเงา” ของอัลกอริทึม
ในยุคที่อัลกอริทึมและระบบการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) พยายามออกแบบตัวตนของเราผ่านหน้าจอเล็กๆ นักออกแบบมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่า เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ “ไม่ใช่หุ่นยนต์” อย่างไร เพื่อไม่ให้ความเป็นมนุษย์ถูกกลืนหายไปในภาพลักษณ์ทางสถิติ
15
[คำถามส่งท้าย]
ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบ (ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบมืออาชีพหรือผู้ใช้) เราจะออกแบบ “ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ได้อย่างไร? และเราพร้อมหรือยังที่จะนำการออกแบบมา “วางบนโซฟา” เพื่อยอมรับความจริงที่มันพยายามซ่อนไว้เกี่ยวกับตัวเรา?
.

Leave a comment