เมื่อมนุษย์กลายเป็นเครื่องหมายคำถาม [?]
และโลกคือสตูดิโอออกแบบที่ไม่มีเวลาเปิด-ปิด
สันติ ลอรัชวี
หากลองหยุดพิจารณาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ตั้งแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ สมาร์ทโฟนในมือ ลิ้นหัวใจเทียมที่เต้นอยู่ในอกผู้คน ไปจนถึงยานโวเอเจอร์ที่กำลังเดินทางห่างออกไปวันละล้านไมล์ เราจะพบความจริงประการหนึ่งว่า “มนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่แยกไม่ออกจากสิ่งประดิษฐ์” Beatriz Colomina และ Mark Wigley ได้เสนอแง่มุมที่น่าสนใจผ่านหนังสือปกเหลือง are we human? ว่า “หากมนุษย์คือเครื่องหมายคำถาม [?] การออกแบบก็คือวิธีการที่เราใช้หาคำตอบให้กับคำถามนั้น” การสำรวจประวัติศาสตร์การออกแบบจึงไม่ใช่แค่การดูวิวัฒนาการของเก้าอี้หรืออาคาร แต่มันคือ “โบราณคดีของความอยากรู้อยากเห็น” ที่ขุดลึกลงไปเพื่อดูว่า เราพยายามนิยามตัวเองอย่างไรในแต่ละยุคสมัย
.
ในอดีต เราอาจเชื่อว่าการออกแบบคือการที่มนุษย์ “สร้าง” วัตถุเพื่อมา “รับใช้” เรา แต่ความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ การออกแบบกำลังออกแบบมนุษย์กลับคืนเช่นกัน( Redesigning Us) ย้อนกลับไปในปี 1859 เมื่อมีการค้นพบขวานหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ สิ่งที่นักโบราณคดีตื่นเต้นไม่ใช่แค่ตัวก้อนหิน แต่คือ “ร่องรอยของการคิดล่วงหน้า” (Blows applied by design) ขวานนั้นไม่ได้เปลี่ยนแค่ความสามารถในการล่าสัตว์ แต่เครื่องมือหินได้ “ออกแบบ” มือของมนุษย์ให้มีวิวัฒนาการที่คล่องแคล่วขึ้น และเปลี่ยนโครงสร้างสมองให้ซับซ้อนขึ้น
.
เราไม่ได้แค่สร้างเครื่องมือ แต่เครื่องมือสร้างเรา ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีความยืดหยุ่น (Plasticity) สูงมาก เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อยู่กับที่ เราปรับเปลี่ยนความสามารถของตนเองผ่านสิ่งประดิษฐ์ จนเส้นแบ่งระหว่าง “ชีววิทยา” กับ “เทคโนโลยี” พร่าเลือนไปเสียสิ้น
.
อีกสิ่งที่น่าทึ่งคือ มนุษย์ไม่ได้ออกแบบเพียงเพื่อ “ประโยชน์ใช้สอย” (Function) เท่านั้น นักโบราณคดีพบลูกปัดและเครื่องประดับจากเปลือกหอยที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับเครื่องมือล่าสัตว์ สิ่งนี้บอกเราว่า “การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์” และ “สุนทรียศาสตร์” คือหัวใจของความเป็นมนุษย์
.
เราออกแบบไม่ใช่แค่เพื่อให้รอดตาย แต่เพื่อให้ “เป็นที่ยอมรับ” เพื่อ “โฆษณาตนเอง” และเพื่อ “เชื่อมต่อ” กับคนแปลกหน้าในสังคมที่กว้างขึ้น การออกแบบจึงเป็นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชันและการเล่น (Function and Play) อย่างแยกไม่ออก บ่อยครั้งที่ของที่ดูเหมือน “เครื่องประดับ” กลับทำหน้าที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายสังคม และของที่ดูเหมือน “เครื่องมือ” กลับถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อความงามในการมองเห็นเท่านั้น
.
เรายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?
เมื่อเราเดินทางมาถึงยุคปัจจุบัน ที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถคำนวณฟังก์ชัน สร้างภาพตามคำสั่ง หรือแม้แต่เขียนโค้ดแทนเราได้มากมาย คำถามที่ว่า “เรายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?” จึงดังก้องขึ้นมาอีกครั้งอย่างเร่งด่วน หาก AI คือเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการหา “คำตอบ” บทบาทของนักออกแบบหลังจากนี้อาจไม่ใช่การเป็นผู้หาคำตอบอีกต่อไป แต่คือการเป็น “ผู้ตั้งเครื่องหมายคำถาม [?]”
หาก AI คือเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการหา “คำตอบ” บทบาทของนักออกแบบหลังจากนี้อาจไม่ใช่การเป็นผู้หาคำตอบอีกต่อไป แต่คือการเป็น “ผู้ตั้งเครื่องหมายคำถาม [?]”
จากผู้สร้าง (Maker) สู่ผู้คัดสรรความหมาย (Curator of Meaning) ในโลกที่ AI ผลิตซ้ำความสำเร็จในอดีตได้ไม่จำกัด นักออกแบบจะมีหน้าที่ตัดสินว่า “สิ่งไหนคือสิ่งที่ดี” แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจ แต่นับรวมทั้งในเชิงจริยธรรม จิตวิญญาณ และอื่นๆ เท่าที่มีผลต่อความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคที่การออกแบบถูกใช้เพื่อการสอดแนม (Self-surveillance) และการครอบงำทางอัลกอริทึม นักออกแบบต้องทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” เพื่อปกป้องพื้นที่ส่วนตัวและความเปราะบางของมนุษย์อาจรวมไปถึงการรักษา “สัญชาตญาณในการเล่น” (The Instinct of Play) ท่ามกลาง AI ที่กำลังทำงานบนพื้นฐานของตรรกะและประสิทธิภาพ แต่มนุษย์คือสายพันธุ์ที่ “ออกแบบสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์” (The Useless Design) ซึ่งความไร้ประโยชน์นั้นเองที่เป็นบ่อเกิดของจินตนาการและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่มีรูปแบบตายตัว นักออกแบบในอนาคตจึงต้องรักษาความคลุมเครือ (Ambiguity) และความไม่มีวันสมบูรณ์ที่มีเสน่ห์เอาไว้
.
ดังนั้นอนาคตของการออกแบบคือการกลับไปหาคำถาม มันไม่ใช่แค่เรื่องของการ “เพิ่มประสิทธิภาพ” (Optimization) เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการกลับไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งรอบตัว นักออกแบบหลังจากนี้จะเป็นเหมือน “นักโบราณคดีแห่งอนาคต” ที่ไม่ได้สร้างสิ่งของเพื่อการใช้งานที่สิ้นสุด แต่สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ “นิยามตัวเองใหม่” อยู่เสมอ
ท่ามกลางกระแสของเทคโนโลยีที่พยายามเปลี่ยนเราเป็นเครื่องจักร หน้าที่ของนักออกแบบคือการย้ำเตือนว่าเรายังมีความยืดหยุ่น มีความอยากรู้อยากเห็น และยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่เบ็ดเสร็จเพียงหนึ่งเดียว “เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุดไม่ใช่ตัวนักออกแบบ หรือผลงานการออกแบบ แต่มันคือ ‘สายสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกัน’ ระหว่างทั้งสิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง” ดังคำครูว่า “การออกแบบคือความสัมพันธ์”


Leave a comment